คำถามที่พบบ่อย
รวมถามตอบข้อสงสัยเรื่องพื้นลายไม้ที่พบบ่อย ตั้งแต่ความรู้สินค้า วิธีการเลือก การติดตั้ง การดูแลรักษา และคำถาม Averbest เหมาะกับคุณอย่างไร
พื้น SPC เป็นวัสดุปูพื้นที่มาแรงที่สุดในตอนนี้ ด้วยจุดเด่นเรื่องสวยเหมือนไม้จริงและดูแลรักษาง่ายมาก แต่เพราะเป็นวัสดุใหม่จึงมีคำถามมากมาย ตั้งแต่พื้น SPC คืออะไร ต้องเลือกอย่างไร ติดตั้งอย่างไร รวมไปถึงวิธีดูแลรักษาระหว่างใช้งานอย่างไร
บทความนี้คือ FAQ รวบรวมคำถามที่พบบ่อย พร้อมคำตอบคลายสงสัย เพื่อทำความรู้จักวัสดุปูพื้น SPC ให้ดีขึ้น
พื้น SPC ไม่ใช่กระเบื้องยาง แต่เป็นวัสดุปูพื้นลายไม้นวัตกรรมใหม่ที่พัฒนาต่อยอดมาจากกระเบื้องยาง
กระเบื้องยาง คือ พลาสติก (พีวีซี) พัฒนาต่อยอดโดยผสมหินปูนบดเข้าไปเพื่อเพิ่มความแข็ง กลายเป็น SPC คือ Stone Plastic Composite รีดเป็นแผ่น ปิดผิวหน้าด้วยฟิล์มพีวีซีพิมพ์ลายไม้ เคลือบผิวด้วยสารกันรอยขีดข่วน แล้วอัดผิวให้เกิดร่องเหมือนลายไม้ เรียกว่า พื้น SPC โดยมีชื่อเรียกอื่น ๆ อีกหลายชื่อ คือ
- พื้น SPC
- พื้น SPC ลายไม้
- พื้นลายไม้
- พื้น SPC คลิกล็อก
- พื้นไวนีล เป็นต้น
ความแตกต่างที่สำคัญของกระเบื้องยางกับพื้น SPC คือ กระเบื้องยางเป็นแผ่นอ่อนบาง 1-3 มม. เวลาติดตั้งใช้วิธีทากาว แต่พื้น SPC แผ่นหนากว่า และแข็งกว่า ขอบแผ่นเซาะเป็นรางลิ้น ติดตั้งด้วยวิธีเข้าลิ้นแทนวิธีทากาว เรียกว่า ระบบคลิกล็อก
กระเบื้องยางยืดหดง่ายจนเห็นร่องระหว่างแผ่น และมักมีปัญหากาวเยิ้ม ส่วนพื้น SPC มียืดหดบ้างเล็กน้อย แต่เพราะใช้ระบบรางลิ้นเมื่อพื้นหดรางลิ้นจะช่วยดึงแผ่นข้าง ๆ ให้หดตามกันมา จึงไม่เกิดช่องว่างระหว่างแผ่นให้เห็น เป็นพื้นที่สวยงาม และเหมือนไม้มากกว่ากระเบื้องยาง
จุดเด่นของพื้น SPC
- ทนน้ำ ไม่บวม ไม่ผุ ไม่พอง
- ทนปลวก ปลวกไม่กัดไม่กิน
- ไม่ลามไฟ (ติดไฟ แต่ไม่เป็นเชื้อไฟ)
- ผิวไม่ลื่น ไม่เย็นเท้า
- สวยเหมือนไม้จริง แต่ราคาถูกกว่า
- มีสีและลายให้เลือกมากกว่าไม้จริงจากธรรมชาติ
- ติดตั้งง่ายและรวดเร็ว บ้านทั่วไปติดตั้งเสร็จในวันเดียว
จุดด้อยของพื้น SPC
- ถ้าผิวเสียต้องรื้อเปลี่ยนใหม่ แต่พื้นไม้จริงสามารถขัดทำสีใหม่ได้
- ถ้ารื้อออกขายต่อไม่ได้ แต่พื้นไม้ขายได้
พื้น SPC เกรด Virgin
- ผลิตจากพีวีซีใหม่ที่ไม่เคยใช้งานมาก่อน ผสมกับผงหินปูนบด
- เนื้อวัสดุมีความแข็ง ความเหนียว ยืดหดตัวน้อย และมีเสถียรภาพสูง
- อายุการใช้งานยาวนาน ไม่มีปัญหาพื้นบิดโก่ง และปลอดภัยไม่มีสารอันตราย
พื้น SPC รีไซเคิล
- ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล คือ พลาสติกใช้แล้วหลอมซ้ำ และพลาสติกใช้แล้วบดละเอียด ผสมกับผงหินปูนบด
- วัสดุคุณภาพต่ำ เนื้ออ่อน เปราะ แตกง่าย บิดง่าย ยืดหดตัวมาก
- อายุการใช้งานสั้น เสี่ยงมีสารเคมีปนเปื้อน และมีสารฟอร์มัลดีไฮด์ปนมาทุกแผ่น
- ต้นทุนต่ำกว่าเกรด Virgin มาก ราคาถูก
พื้น SPC เกรด Virgin ใช้พีวีซีใหม่เป็นส่วนผสม ราคาสูงกว่า แต่คุณสมบัติดีกว่า คือ
- วัสดุเนื้อเหนียว พื้นไม่แตกง่าย
- วัสดุยืดหยุ่น ทนแรงกระแทกดีกว่า รางลิ้นไม่แตกง่าย
- เนื้อวัสดุแน่น รับน้ำหนักกดเป็นจุดได้ดี ไม่เกิดรอยบุ๋ม
- เนื้อวัสดุสม่ำเสมอ ไม่มีปัญหาพื้นบิดเพราะยืดหดตัวไม่เท่ากัน
- ยืดหดตัวน้อย เว้นระยะห่างจากผนัง 5-10 มม.ก็เพียงพอ
- วัสดุใหม่บริสุทธิ์ ไม่มีสารเคมีอันตรายปนเปื้อน
- ไม่มีสารฟอร์มัลดิไฮด์ และไม่ปล่อยสารระเหย VOCs จึงปลอดภัยต่อผู้อยู่อาศัย
- ราคาสูง แต่อายุการใช้งานยาวนานกว่า คุ้มค่ากว่าในระยะยาว
ข้อดีหลักของพื้น SPC เกรดรีไซเคิลคือ ราคาถูก เพียงประมาณครึ่งหนึ่งของพื้นสเปกเดียวกันที่เป็นเกรด Virgin ทำให้เข้าถึงง่ายสำหรับงานที่มีงบประมาณจำกัด แต่อายุการใช้งานสั้น จึงเหมาะกับพื้นที่ใช้งานชั่วคราว ใช้งานไม่หนัก หรือพื้นที่ที่ไม่เน้นความคงทนระยะยาว เช่น บูธแสดงสินค้า สำนักงานชั่วคราว เป็นต้น
พื้นรีไซเคิลมีสาร ฟอร์มัลดิไฮด์ ที่เกิดจากการหลอมพลาสติกซ้ำปนมากับพื้นทุกแผ่น เป็นอันตรายต่อระบบหายใจ การใช้งานจึงต้องระวังเมื่อนำมาใช้งาน คือ ไม่ใช้กับห้องอับอากาศ ห้องติดแอร์ ห้องนอน ห้องเด็กอ่อน หรือห้องผู้สูงอายุ ควรใช้กับห้องเปิดโล่งระบายอากาศได้ดีเท่านั้น
สรุปถ้าต้องใช้พื้นรีไซเคิล
- วัสดุไม่เหนียว เปราะ พื้นหักง่าย ลิ้นแตกง่าย
- พื้นยืดหดตัวสูงกว่าปกติ ปูพื้นควรเว้นจากผนังเพิ่มเป็น 10-15 มม.
- พื้นบิดง่ายจากการยืดหดตัวไม่เท่ากันเพราะเนื้อวัสดุไม่สม่ำเสมอ
- วัสดุเนื้ออ่อน ไม่แน่น มักยุบเป็นรอยบุ๋มเมื่อรับน้ำหนักกดเป็นจุด
- ผสมพลาสติกรีไซเคิล อาจมีสารเคมีอันตรายปนเปื้อน
- มีสารฟอร์มัลดิไฮด์จากพลาสติกหลอมซ้ำ เป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัย
- ราคาถูก แต่อายุการใช้งานสั้น 3-10 ปี คุ้มค่าถ้าใช้ระยะสั้น แต่ไม่คุ้มถ้าต้องการใช้งานระยะยาว
Green SPC หรือ Green SPC Product คือ พื้น SPC ที่นำพลาสติกใช้แล้วหลอมซ้ำมาใช้ผสมแทนพีวีซีใหม่ เป็นการช่วยลดขยะพลาสติก จึงเรียกว่า Green Product
ข้อดีมีนิดเดียวคือลดขยะพลาสติก แต่ข้อเสียกลับมีมากมาย เพราะพื้น SPC รีไซเคิลอันตรายและทำลายสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่คิด
- พลาสติกรีไซเคิลที่ใช้วิธีหลอมซ้ำ สร้างสารฟอร์มัลดีไฮด์ซึ่งเป็นสารพิษปล่อยสู่บรรยากาศ
- พลาสติกรีไซเคิลที่ใช้วิธีบดละเอียดแทนการหลอมซ้ำ ก็จะมีไมโครพลาสติกสู่ธรรมชาติ ทำลายสิ่งแวดล้อม ใช้เวลาย่อยสลายนานถึง 500 ปี
- พลาสติกใช้แล้วอาจมีสารเคมีอันตรายปนเปื้อนมาด้วยถ้าคัดแยกไม่ดี
- สารฟอร์มัลดิไฮด์ที่เกิดจากการหลอมพลาสติกซ้ำ ไม่ได้ระเหยหายไปทั้งหมด แต่ติดมากับพื้น SPC และค่อย ๆ ปลดปล่อยออกมาช้า ๆ เป็นอันตรายต่อระบบหายใจของผู้พักอาศัย
พื้น SPC รีไซเคิล หรือ Green SPC อันตรายกว่าที่คิด จนนักวิชาการในสหภาพยุโรปพยายามรณรงค์ให้ออกกฎหมายห้ามนำพลาสติกรีไซเคิลกลับมาใช้ซ้ำ แม้ยังไม่สำเร็จ แต่ก็ได้ผลดีที่ประชาชนตื่นตัวงดใช้พลาสติกรีไซเคิล จนทำให้สัดส่วนพื้น SPC รีไซเคิลลดเหลือเพียง 20% ขณะที่ประเทศไทยยังใช้พื้นรีไซเคิลสัดส่วนสูงมากถึง 50%
พื้น SPC วัสดุ Virgin อายุใช้งาน 15-25 ปีขึ้นไป
ส่วนพื้นรีไซเคิลอายุการใช้งาน 3-10 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณพลาสติกรีไซเคิลที่ใช้ผสม
นอกจากนี้อายุการใช้งานพื้น SPC ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นด้วย คือ
- ความหนาของแผ่นพื้น ถ้าแผ่นบางมากลิ้นมักไม่แข็งแรง แตกง่าย ทำให้พื้น SPC อายุใช้งานสั้นลง
- ความหนาของชั้นเคลือบผิว (Wear Layer) ถ้าเคลือบหนา 0.5-0.7 มม. จะช่วยยืดระยะเวลาการเกิดรอยขีดข่วนได้นานกว่าเคลือบบาง 0.3 มม. 2-3 เท่า
- การใช้งานหนักหรือเบา เช่น ในห้องอาหารที่มีการสัญจรเยอะ อายุใช้งานพื้น SPC ย่อมสั้นกว่าพื้นในคอนโดมิเนียมที่อยู่อาศัยแค่ 1-2 คน
สินค้าทุกชนิดที่ผลิตจากประเทศจีนมักมีข้อกังวลเรื่องคุณภาพ แต่สำหรับพื้น SPC การตัดสินว่าคุณภาพดีหรือไม่ดีต้องดูข้อเท็จจริงต่อไปนี้ด้วย คือ
- จีน เป็นประเทศแรกในโลกที่ผลิตพื้น SPC (ไม่ใช่ยุโรป) มีการพัฒนาคุณภาพสินค้าตลอดเวลาจนถือได้ว่าเป็นประเทศเจ้าของเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยที่สุด
- ปัจจุบันจีนเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก พื้น SPC ที่จำหน่ายในยุโรปและอเมริกา กว่า 80% ผลิตจากประเทศจีน หากคุณภาพไม่ดี เชื่อถือไม่ได้ คงยากที่จะเข้าไปจำหน่ายในประเทศที่มาตรฐานสูง และมีกฎเกณฑ์เข้มงวดมากมายบังคับใช้
- คุณภาพของพื้น SPC ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโรงงานหรือประเทศที่ผลิต แต่ขึ้นอยู่กับหัวใจของแบรนด์มากกว่าว่าต้องการรักษาคุณภาพ หรือต้องการลดต้นทุนเพื่อกำไรสูงสุดโดยไม่สนใจคุณภาพ
สรุป พื้น SPC ผลิตจากประเทศจีน (และประเทศอื่นทั่วโลก) มีทั้งคุณภาพดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับแบรนด์ที่สั่งผลิตว่ากำหนดคุณภาพไว้ระดับไหน ซึ่งในฐานะผู้บริโภคเจ้าของบ้านสามารถเลือกได้ และควรเลือกให้ดี
พื้น SPC มีคุณสมบัติมากมายที่คนขายบอก เช่น ทนปลวก ทนน้ำ วัสดุ Virgin แต่ในมุมของเจ้าของบ้านผู้ใช้งานจริง วิธีเลือกพื้น SPC แนะนำให้ดู 5 เรื่องต่อไปนี้ ที่เจ้าของบ้านส่วนใหญ่บ่นว่าพลาดไม่ดูให้ดีก่อนตัดสินใจ
- เลือกลายไม้ ไม่ใช่ตาไม้
ลายไม้ทำให้สวยเป็นธรรมชาติดูสบายตา ส่วนตาไม้และรอยผุสำหรับคนไทยแล้วคือตำหนิ ยกเว้นทำรีสอร์ทรับแขกต่างชาติจึงค่อยเลือกพื้นแบบมีตาไม้เยอะ ๆ - เลือกผิวเนียน ไม่ใช่ผิวสาก
คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าพื้นไม้แท้ต้องสาก ความจริงคือพื้นไม้ลงยูรีเทน 3-4 รอบจนผิวเนียน การเลือกพื้นลายไม้จึงอย่าพลาดเลือกผิวสาก เพราะเดินไม่สบายเท้า จนบางคนต้องหาแว๊กซ์มาเคลือบ หรืออยากเปลี่ยนพื้นใหม่ทันที ทำความสะอาดก็ยาก เช็ดถูหลายรอบยังเหลือฝุ่นและคราบฝังลึกสะสมในร่องไว้เป็นที่ระลึก - เลือกแผ่นเดินแน่นเท้า ไม่ใช่แผ่นบางยุบยวบ
ทดลองเดินเปรียบเทียบความรู้สึกก่อนตัดสินใจ หากไม่มีเวลาหรือไม่มีที่ลอง แนะนำให้เลือกความหนารวมโฟมไม่น้อยกว่า 6 มม. - เลือกผิวทนเก้าอี้ล้อเลื่อนและรถเข็น
โดยเลือกความหนา Wear Layer 0.5-0.7 มม. ทนรอยขีดข่วนดีกว่าเคลือบบาง 0.3 มม.ถึง 2 เท่า - เลือกแบบปลอดภัยไม่ใช่เลือกราคาถูก
โดยเจาะจงเลือกพื้นเกรด Virgin ที่แกน SPC เป็นสีขาว ปลอดภัยไร้สารอันตรายแน่นอน ไม่เลือกพื้นรีไซเคิลแกนเขียวหรือแกนสีเข้ม เพราะมีสารฟอร์มัลดิไฮด์ปนมาทุกแผ่น มีสารระเหย VOCs และถ้าโชคร้ายอาจมีสารเคมีปนเปื้อนติดมากับวัสดุรีไซเคิลด้วย
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ มาตรฐานการเลือกพื้นลายไม้
พื้น SPC เกรด Virgin
- แกนสีขาว (เหมือนสีหินปูน) เนื้อแน่น สะอาดดูใหม่ ไม่มีเม็ดสีแทรก
- ลิ้นแข็ง แตกยาก
- แผ่นแข็ง กดแผ่นหัวท้ายโค้งงอได้เพียงเล็กน้อย
- ไม่มีกลิ่น
- ราคาค่อนข้างสูง
พื้น SPC รีไซเคิล
- แกนสีเทา เขียว หรือสีเข้ม
- ถ้าเป็นแกนสีขาว สีดูหมอง เก่า ไม่ใช่ขาวแท้แต่เป็นสีขาวเพราะถูกฟอกสี
- แกนมีเม็ดสีแทรก
- ลิ้นอ่อน เปราะ แตกง่ายตั้งแต่ตอนติดตั้ง
- แผ่นอ่อน กดแผ่นหัวท้ายโค้งงอได้มาก ยิ่งผสมพลาสติกรีไซเคิลเยอะแผ่นยิ่งอ่อนโค้งได้มาก
- อาจมีกลิ่นเก่า หรือกลิ่นฉุน
- ราคาถูกมาก
พื้น SPC ลายไม้เป็นวัสดุปูพื้นแผ่นบาง ติดตั้งโดยวางลงแปะบนพื้นเดิมแล้วเข้าลิ้นด้วยคลิกล็อก ไม่ได้ยึดติดกับพื้นล่าง ทำให้เวลาเดินอาจมีเสียงดัง และรู้สึกได้ว่าพื้นบาง ยิ่งถ้าพื้นล่างไม่เรียบได้มาตรฐานอาจถึงขั้นเดินแล้วยุบ
พื้น SPC ที่ดีควรเดินแล้วรู้สึกแน่น มั่นคง ไม่ยวบ และไม่มีเสียงดัง ซึ่งเกิดจาก 2 ปัจจัย คือ
- ต้องปรับพื้นล่างให้เรียบได้ระดับ ระยะ 1 เมตรอย่ามีเนินหรือแอ่งต่างระดับกันเกิน 2 มม.
- เลือกแผ่นพื้นให้หนาพอ จากการทดลองเดินของเจ้าของบ้านพบว่าความหนารวมโฟมถ้าน้อยกว่า 6 มม. จะรู้สึกได้ว่าพื้นบาง แต่ถ้าหนาตั้งแต่ 6.5 มม. เป็นต้นไป จะรู้สึกว่าพื้นแน่นแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด จึงแนะนำให้เลือกพื้นลายไม้ที่มีความหนา (รวมโฟมรอง) 6-6.5 มม.ขึ้นไป
การเลือกความหนาพื้น SPC แนะนำให้ทดลองเดินเท้าเปล่าด้วยตนเอง
แผ่นโฟมรองใต้พื้น SPC ทำหน้าที่ช่วยกระจายน้ำหนัก เพิ่มความยืดหยุ่น ทำให้เดินนุ่มสบายเท้า และช่วยลดเสียงดังเวลาเดิน ที่นิยมใช้กันมี 2 ประเภท คือ โฟม eva ส่วนมากเป็นสีขาวจึงเรียกว่าโฟมขาว กับโฟม ixpe ส่วนมากผลิตเป็นสีดำจึงเรียกว่า โฟมดำ
โฟม eva
- เนื้อแน่น ยืดหยุ่นพอสมควร (โฟมที่ใช้ทำรองเท้าฟองน้ำ)
- ดูดซับเสียงดี
- เนื้อโฟมมีรูพรุนต่อเนื่องกันทั้งผืน จึงอมน้ำและยุบง่าย มักสะสมแบคทีเรียจนเกิดกลิ่นอับ
- อายุใช้งานสั้น 3-5 ปี เหมาะใช้กับพื้นรีไซเคิลเพราะอายุใช้งานพอ ๆ กัน
- หลังหมดอายุใช้งานแล้วโฟมจะฟีบแบนไม่คืนตัว ทำให้พื้นเดินกระด้าง
- ควรใช้ความหนา 1-1.5 มม. เท่านั้น ถ้าหนามากกว่านี้เมื่อโฟมยุบแฟ่บ พื้นจะต่างระดับกันระหว่างแผ่น ทำให้ลิ้นพื้นแตกง่าย
- หาซื้อง่าย
โฟม ixpe
- ความหนาแน่นสูง เนื้อแน่น เหนียว
- ดูดซับเสียงดีมาก (นิยมใช้ทำฉนวนกันเสียง)
- โครงสร้างเป็นฟองอากาศแบบปิด เนื้อจึงนุ่ม เด้ง ไม่อมน้ำ
- อายุใช้งานเกิน 10 ปี เหมาะใช้กับพื้นเกรด Virgin
- ยุบแล้วคืนตัว ไม่ยุบแฟ่บตลอดอายุใช้งาน ทำให้พื้นเดินนุ่มเหมือนวันแรก
- ควรใช้ความหนา 1-3 มม. ยิ่งหนามากพื้นยิ่งเดินนุ่มสบายเท้า
- หาซื้อยากกว่า
สรุปคำแนะนำ
- เลือกโฟม ixpe เพราะอายุใช้งานนานเกิน 10 ปี และไม่ยุบแฟ่บตลอดอายุใช้งาน
- เลือกความหนา 2-3 มม. ทำให้พื้นเดินนุ่มสบายเท้าดีกว่า
- เลือกพื้นชนิดโฟมในตัว ถ้าซื้อโฟมแยกอาจหาซื้อยากเพราะมีผู้ขายน้อย
พื้น SPC มีมาตรฐานสินค้าหลายมาตรฐาน ขึ้นอยู่กับว่าวางจำหน่ายประเทศไหน และประเทศนั้นกำหนดมาตรฐานสินค้าไว้อย่างไร สำหรับประเทศไทยยังไม่มีมาตรฐานสินค้าวัสดุปูพื้นโดยเฉพาะ จึงใช้วิธีทดสอบมาตรฐานที่ทั่วโลกนิยมกัน
มาตรฐานที่นิยม
- CE (มาตรฐานยุโรป)
- FloorScore (มาตรฐานอเมริกา)
- Greenguardgold (มาตรฐานอเมริกา)
- ÉMISSIONS DAN L'AIR INTERIEUR - A+ (มาตรฐานฝรั่งเศส)
มาตรฐานข้างต้นนี้เกี่ยวข้องกับคุณภาพและความปลอดภัยเหมือนกัน มีมาตรฐานเพียงตัวใดตัวหนึ่งก็เพียงพอ โดยดูเครื่องหมายรับรองที่พิมพ์บนกล่องบรรจุสินค้า
มาตรฐานพื้นล่างที่ปูพื้น SPC ทับได้ทันที
- พื้นต้องแห้ง ความชื้นไม่เกิน 3%
- พื้นต้องเรียบ ระยะ 1 เมตรสูงต่ำต่างระดับกันไม่เกิน 2 มม.
- พื้นแข็งแรง ไม่สั่นไหวขณะใช้งาน
พื้นล่างที่ปูพื้น SPC ได้
- พื้นคอนกรีต ขัดมันหรือขัดหยาบ ปรับเรียบได้ระดับ
- พื้นหินอ่อน หินแกรนิต
- พื้นกระเบื้องเซรามิกส์
- พื้นแกรนิตโต้ที่ไม่มีปัญหาหลุดร่อน
- พื้นสมาร์ทบอร์ด
- พื้นปาร์เก้ ลามิเนต ที่ไม่ชื้น ไม่ผุ ไม่มีปลวก
การปูพื้น SPC ต้องตัดเศษริมผนังให้พอดีกับขนาดห้อง เศษพื้นที่ตัดออกอาจนำมาใช้ปูต่อไปหรืออาจต้องทิ้งเลย ขึ้นอยู่กับชนิดของพื้น รูปแบบหรือลายการปู และความยาวของเศษ
- พื้นแบบปูตรง
- เผื่อตัดเศษ 5% สำหรับการปูต่อลายแบบ Random
- เผื่อตัดเศษ 7% สำหรับการปูต่อลายอิฐ 1:2, 1:3 หรือ 1:4
- ต้องเผื่อตัดเศษเยอะขึ้นถ้าห้องขนาดเล็ก ผนังห้องมีเหลี่ยมมุมมาก หรือผนังไม่ตั้งฉาก
- เศษที่ตัดเหลือความยาวเกิน 15 ซม. สามารถใช้ต่อได้
- พื้นลายก้างปลา
- เผื่อตัดเศษ 15% สำหรับห้องทั่วไป
- เผื่อตัดเศษ 20% สำหรับห้องเล็ก
- ต้องเผื่อตัดเศษเยอะขึ้นถ้าผนังห้องมีเหลี่ยมมุมมาก หรือผนังไม่ตั้งฉาก
- เศษที่ตัดแล้วไม่สามารถนำไปใช้ปูต่อได้
การปูพื้น SPC แบบแผ่นยาวปูตรง (Long Plank) วิธีที่นิยมที่สุดคือปูแบบ Random คือปูจากซ้ายไปขวา แผ่นขวาสุดยาวเกินผนังห้องก็ตัดความยาวให้พอดี เศษที่เหลือยกมาปูเป็นแผ่นแรกของแถวใหม่ การปูพื้นแบบนี้ตำแหน่งของรอยต่อจะคละกันไปไม่แน่นอน ได้ความสวยแบบธรรมชาติ ลายไม้คละกัน รอยต่อแผ่นก็คละกัน และมีข้อดีคือเหลือเศษตัดทิ้งที่ใช้งานไม่ได้แค่ 5%
แต่เจ้าของบ้านบางคนพิถีพิถัน อยากให้รอยต่อแผ่นอยู่ตรงแนวเดียวกัน จึงต้องปูพื้นเป็นลายอิฐ รอยต่ออาจจะเป็น 1:2, 1:3 หรือ 1:4 การปูบังคับตำแหน่งรอยต่อแบบนี้พื้นจะสวยแบบบังคับลาย แต่ต้องตัดเศษทิ้งมากขึ้น เพราะความยาวของเศษที่เหลืออาจใช้ไม่ได้เพราะสั้นกว่าความยาวแผ่นแรกที่ต้องใช้ ปูพื้นแบบนี้จึงต้องเพิ่มส่วนเผื่อตัดเศษเป็น 7%
และอย่างที่บอกว่าส่วนใหญ่นิยมการปูต่อลายแบบ Random การประมาณวัสดุและค่าแรงก็อ้างอิงจากการปูแบบนี้ ถ้าเจ้าของบ้านเปลี่ยนใจขอปูพื้นแบบลายอิฐ ก็ต้องยอมรับว่า
- ต้องใช้วัสดุเพิ่มขึ้น พื้น SPC ที่เตรียมไว้ไม่พอแน่ ๆ ต้องส่งซื้อเพิ่ม ต้องจ่ายค่าวัสดุเพิ่ม
- ถ้าจ้างแบบแยกของกับแรง ค่าแรงมักเท่าเดิม แต่ถ้าเป็นซื้อของพร้อมค่าแรงติดตั้ง ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นตามส่วน
- อย่าผลักภาระให้ผู้จำหน่ายหรือช่างปูพื้น ค่าวัสดุหรือค่าแรงรวมวัสดุต้องจ่ายเพิ่มเอง ต่อรองได้เฉพาะค่าเสียเวลาที่ของไม่พอช่างต้องเสียเวลาเข้าไปทำงานเพิ่มอีกวัน
และมีเจ้าของบ้านบางคนต้องการพิเศษไม่เหมือนใคร
คือ ต้องการให้ต่อลายเนี๊ยบ ทุกแผ่นลายต้องต่อกันพอดี กรณีนี้ให้รู้ไว้เลยว่าพื้น SPC ไม่ใช่กระเบื้องเซรามิกส์ที่มักมีลายต่างกันแค่
4 แผ่น จึงสามารถปูพื้นแบบต่อบังคับลายได้ แต่พื้น SPC มีลายต่างกันประมาณ 20 แผ่น การปูพื้นจึงใช้วิธีสุ่มสลับลาย ไม่สามารถเลือกลายมาปูต่อกันได้ หากต้องการปูแบบต่อลายเนี๊ยบ
ต้องบอกช่างปูพื้นก่อน ช่างจะได้ยกเลิกงานเพราะไม่สามารถทำได้ หรือหากปูพื้นไปแล้วบางส่วนแล้วบังคับช่างว่าต้องการให้ปูบังคับลายเนี๊ยบ ก็ต้องเตรียมใจทะเลาะกันได้เลย
การปูคละสี หมายถึง ห้องเดียวกันแต่ใช้พื้น SPC 2-3 สีมาปูสลับกัน สามารถทำได้ แต่เจ้าของบ้านหรืออินทีเรียต้องเขียนแบบให้ชัดเจนว่าให้แต่ละสีสลับกันอย่างไร ไม่ปล่อยให้ช่างคิดเอง เพราะช่างปูพื้นชำนาญเรื่องการปูแบบ Random ไม่มีความรู้เรื่องการออกแบบลายพื้น
มีข้อควรระวังคือ ควรเลือกแผ่นพื้นที่ หนาเท่ากัน และ ควรเป็นแบรนด์เดียวกัน เพื่อให้พื้นปูต่อกันได้สนิทไม่เกิดสันต่างระดับ
พื้นชั้นล่างสามารถปูพื้น SPC ได้ แต่อาจต้องปูพลาสติกกันความชื้นที่หนาพอ
พื้นชั้นล่างที่เป็น คอนกรีตเทบนดิน หรือเป็นพื้นคอนกรีตวางบนคานที่ ลอยเหนือดินน้อยกว่าครึ่งเมตร ต้องปูพลาสติกกันความชื้น ป้องกันน้ำอัลคาไลน์กัดกร่อนพื้น SPC ต้นเหตุที่ทำให้รอยต่อพื้นบวมและขึ้นสัน
สาเหตุที่ต้องปูพลาสติกกันความชื้น
พื้น SPC ทนน้ำ แต่กลัวน้ำอัลคาไลน์ หรือน้ำปูน เพราะเป็นด่างเข้มข้นมีฤทธิ์กัดกร่อนผงหินปูนใน SPC ทำให้ SPC ผุ กร่อน เมื่อมองจากด้านบนจะเห็นอาการรอยต่อบวมและขึ้นสัน
การเลือกความหนาพลาสติก
พลาสติกมีอัตราการซึมผ่านของน้ำ (WVTR-Water Vapor Transmission Rate) ไม่เท่ากัน แผ่นบาง WVTR สูง น้ำซึมผ่านง่าย แผ่นหนา WVTR ต่ำ น้ำซึมผ่านยาก
- พื้นคอนกรีตที่ชื้นเป็นช่วงของปี ปูพลาสติกหนา 150 ไมครอน
- พื้นคอนกรีตที่ชื้นตลอดปี ปูพลาสติกหนา 200 ไมครอน
- พลาสติกแผ่นบาง 70-120 ไมครอน (หาซื้อง่าย) พอช่วยได้กรณีที่พื้นล่างปูกระเบื้องไว้แล้ว
*** การตัดสินว่าพื้นชื้นหรือไม่ อย่าอิงจากอุปกรณ์วัดความชื้น เพราะเดือนเมษายนอาจวัดความชื้นได้แค่ 1-2% แต่ฤดูฝนที่ไม่ได้วัดความชื้นอาจสูง 6-10% การตัดสินว่าพื้นเสี่ยงความชื้นหรือไม่ให้ดูจากความสูงของพื้นที่ลอยเหนือดินเป็นเกณฑ์ พื้นต้องลอยเหนือดินไม่น้อยกว่า 50 ซม. จึงมั่นใจวได้แน่นอนว่าพื้นไม่ชื้น ***
ปูนเซลฟ์ (Self-Leveling)
คือ ปูนปรับระดับเนื้อเหลว เทบาง 3-5 มม. แล้วปูนสามารถไหลและปรับตัวให้ผิวเรียบเสมอกันได้เอง
พื้นเดิมที่จำเป็นต้องเทปูนเซ้ลฟ์ก่อนเสมอ
- พื้นเดิมไม่เรียบ ขรุขระ เป็นหลุมบ่อ
- พื้นเดิมขัดมันหรือขัดหยาบแล้วแต่ไม่ได้ระดับ ระยะ 1 เมตร มีแอ่งหรือเนินสูงต่ำเกิน 2 มม.
- พื้นเดิมมีคราบกาวจากการรื้อพื้นเดิม (พื้นปาร์เก้, ไม้เอนจิเนียร์ทากาว, กระเบื้องยางทากาว, พื้นพรมทากาว)
ผลเสียหากไม่เทปูนเซ้ลฟ์
- ปูพื้นแล้วเดินยวบ เสียงดัง
- พื้นเดินไม่แน่น รู้สึกไม่มั่นคง
- แผ่น SPC ขยับบ่อย ลิ้นแตกง่าย
ปูนเซ้ลฟ์มีหลายราคา
- ราคาปรับปูนเซ้ลฟ์อยู่ระหว่าง 250-350 บาท/ตร.ม. ขึ้นอยู่กับคุณภาพปูนและค่าแรงช่าง
- ปูนกาวไม่ใช่ปูนเซ้ลฟ์ ราคาถูกกว่าแต่ใช้แทนกันไม่ได้
ช่างต้องเว้นระยะห่างจากผนังไว้เล็กน้อยเพื่อเป็น ระยะขยายตัว (expansion gap) เพราะพื้น SPC เป็นวัสดุที่หดและขยายตัวได้เล็กน้อยตามอุณหภูมิ หากปูชิดผนังจนไม่มีช่องว่างเลย เมื่อพื้นขยายตัวจะไม่มีที่ให้ยืดตัว ส่งผลให้พื้นดันกันจนโก่งหรือปูดขึ้นเป็นสัน ระยะห่างนี้ภายหลังจะถูกปิดด้วยบัวหรือตัวจบเพื่อความเรียบร้อยสวยงาม
ข้อควรรู้
- พื้น SPC เกรด Virgin เว้นระยะจากผนัง 5-10 มม.
- พื้นรีไซเคิล เว้นระยะจากผนังเพิ่มขึ้นเป็น 10-15 มม. เพราะยึดหดตัวสูงกว่า
- ช่องว่างจากผนังต้องปล่อยให้เป็นช่องว่างจริงๆ อย่าอุดด้วยวัสดุยาแนวหรือกาวตะปูเด็ดขาด เพราะจะกลายเป็นไม่มีช่องว่างให้พื้นขยายตัวได้ พื้น SPC จะโก่งได้ง่ายเมื่ออากาศร้อน
ห้องน้ำโซนแห้ง และห้องครัว สามารถปูพื้น SPC ได้ ช่วยให้ทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นด้วย
ข้อควรระวัง
- ไม่ทำความสะอาดพื้นด้วยสารที่เป็นกรดหรือด่างรุนแรง
- ไม่ขัดถูรุนแรงด้วยแรงขัดที่มีเส้นใยแหลมคม
พื้น SPC ทั่วไปเคลือบผิวป้องกันยูวีบาง เหมาะกับการใช้งานภายในห้องที่โดนแสงยูวีน้อย สีไม่ซีดง่าย ไม่เหมาะกับการใช้งานภายอก โดยเฉพาะบริเวณที่โดนแดดจัดบ่อย ๆ เพราะสีจะซีดง่าย และมักมีปัญหาพื้นขยายตัวมากจากความร้อน ทำให้พื้นโก่งง่าย
เลือกช่างจากแหล่งที่มา
- ช่างที่เป็นพาร์ทเนอร์หรือเป็นทีมงานของบริษัทฯ เป็นช่างที่ได้มาจากการซื้อสินค้าพร้อมบริการติดตั้ง บริษัทฯ มักอบรมและประเมินผลงานแล้ว อัตราการผ่านการประเมินประมาณ 2-3 รายจาก 10 ราย แสดงว่าช่างในท้องตลาดที่เหลือ 7-8 รายใน 10 ราย คุณภาพยังไม่น่ามั่นใจ
- ช่างที่หาจากกลุ่มช่างปูพื้น ให้เลือกช่างที่มีผลงานสม่ำเสมอ ไม่มีประวัติคดโดงหรือด่ากันในกลุ่ม
ข้อควรระวัง คือ บางบริษัทฯ ประกาศหาช่างเป็นครั้งคราวเฉพาะงาน ช่างลักษณะนี้เจ้าของบ้านจะเสี่ยงดวงไม่ต่างจากการจ้างช่างเอง
เลือกช่างจากบุคลิกนิสัย
- เลือกช่างที่สุขุม ใจเย็น รับฟัง และช่วยเสนอทางแก้ไข
- หลีกเลี่ยงช่างที่พูดเยอะ ไม่ฟัง อวดเก่ง ช่างกลุ่มนี้มักดีแต่พูดแต่ไม่ทำตามที่พูด หรือฝีมือไม่ดีพอเพราะนิสัยไม่รับฟังทำให้ไม่พัฒนา เจ้าของบ้านมักไม่ได้ผลงานตามที่คาดหวัง
- หลีกเลี่ยงช่างที่พูดน้อย ไม่เสนอแนะอะไรเลย มักเป็นช่างที่ไม่ชำนาญจนไม่กล้าเสนอความเห็น
- หลีกเลี่ยงช่างที่คนเจรจาไม่ใช่หัวหน้าทีม เพราะสุดท้ายหัวหน้าทีมไม่ทำก็คือไม่ทำ
เลือกช่างจากอัตราค่าจ้าง
- หลีกเลี่ยงช่างที่ค่าจ้างถูกผิดปกติ อาจเป็นช่างที่เพิ่งแยกตัวจากทีมอื่น ฝีมือยังไม่ดีพอ
- หลีกเลี่ยงช่างที่เจรจาเก่งแต่ราคาถูกมาก อาจเป็นพวกที่ใช้ราคาล่อให้เจ้าของบ้านเลือก พอถึงวันทำงานก็จะมีเหตุผลสารพัดขอปรับราคาขึ้น เจ้าของบ้านลางานไว้แล้วทำอะไรไม่ได้ก็ต้องยอมไป
เจ้าของบ้านต้องดูช่างให้ทำงานตามมาตรฐาน คือ
- ก่อนปูพื้น SPC ต้องกวาดพื้นให้สะอาด ไม่มีเศษทรายหรือลวดเชื่อมตกอยู่บนพื้น ต้นเหตุของเสียงดังกรอบแกรบเวลาเดิน
- บอกช่างว่าต้องการให้ปูพื้นแนวไหน ขวางประตูหรือขนานประตู
- ตรงประตูให้ปูต่อเนื่องหรือให้ตัดจ๊อยท์
- วัดขนาดห้องเพื่อวางแผนตัดเศษแผ่น SPC แผ่นที่ติดผนัง ความยาวสั้นสุดไม่น้อยกว่า 15 ซม. และความกว้างไม่น้อยกว่า 10 ซม.
- พื้นชั้นล่าง หรือพื้นมีความชื้น ต้องปูพลาสติกกันความชื้นก่อน ความหนาไม่น้อยกว่า 150 ไมครอน
- ปูพื้นเว้นจากผนัง 5-10 มม. (ถ้าเป็นพื้นรีไซเคิลต้องเว้น 10-15 มม.)
- ห้ามทากาวหรือตอกตะปูยึดพื้น SPC กับพื้นล่าง
- ห้ามใช้วัสดุยาแนวหรือกาวตะปูอุดช่องว่างระหว่างพื้นกับผนัง
- การติดบัวและตัวจบ ต้องใช้กาวตะปู กาวร้อนใช้เป็นตัวช่วยให้ยึดติดเร็วแต่ไม่ใช่กาวหลักเพราะอายุใช้งานสั้น
- การใช้กาวตะปู ให้ยึดกับผนังหรือพื้นเดิม ไม่ใช่ยึดกับพื้น SPC
- เก็บกวาดเช็ดถูพื้นให้สะอาดเมื่อจบงาน
ไม่แนะนำ ให้เคลือบแว็กซ์พื้น SPC เพราะผิวหน้าพื้น SPC เคลือบสารป้องกันรอยขีดข่วนและเคลือบกันยูวีมาแล้วจากโรงงาน การเคลือบแว็กซ์ทับอาจทำให้เกิดปัญหาหลายอย่าง
- ผิวลื่นขึ้นผิดปกติ
- อาจเกิดคราบขาวบนผิว และกลายเป็นคราบฝังลึกในร่องผิว
- แว็กซ์ที่เคลือบภายหลังมักหลุดลอกง่าย ไม่น่าดู และทำลายชั้นเคลือบผิวหลุดออกมาด้วย
วิธีที่ถูกต้อง
- ก่อนซื้อควรพิจารณาผิวสัมผัสให้แน่ใจว่าผิวสากเกินไปหรือไม่ โดยทดลองเดินจริงด้วยเท้าเปล่า การเลือกผิวสัมผัสโดยใช้มือลูบมักผิดพลาดเลือกผิวสากเกินไป
- หากปูพื้นแล้วลองใช้งานไปสักพัก ส่วนมากมักปรับตัวได้จนเคยชินและยอมรับความสากของผิวได้ หากรับไม่ได้และมีงบประมาณเพียงพอคงต้องรื้อเปลี่ยนพื้นใหม่ เพราะพื้นจะอยู่กับเราไปอีกนาน
สาเหตุที่ทำให้รู้สึกว่าพื้น SPC บาง
- แผ่น SPC บางเกินไป
- โฟมรองบางเกินไป
- พื้นล่างไม่เรียบ
วิธีป้องกัน
- เลือกพื้น SPC แผ่นหนาขึ้น ความหนารวมโฟมรองไม่น้อยกว่า 6 มม.
- เลือกโฟมรองหนา 2-3 มม. และควรเป็นชนิด ixpe เพราะเหนียว หนึบ ใช้งานระยะยาวไม่ยุบแฟ่บเหมือนโฟม eva
- ปรับผิวคอนกรีตด้านล่างให้เรียบได้มาตรฐาน คือ ระยะ 1 เมตรต่างระดับได้ไม่เกิน 2 มม.
พื้นที่ปูใช้งานแล้ว และรู้สึกว่าบางคงไม่สามารถแก้ไขได้ นอกจากรื้อออกแล้วปูพื้นใหม่ใช้พื้นที่หนาขึ้น
สาเหตุที่ทำให้พื้น SPC เกิดรอยแยกระหว่างแผ่น
- พื้นหดตัวตามอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง
- ลิ้นแตกหรือหัก ไม่สามารถดึงแผ่นข้างเคียงให้หดตามได้
- ลิ้นไม่แข็งแรงเพราะพื้นบางเกินไป
- ลิ้นเปราะเพราะเป็นวัสดุรีไซเคิล
- พื้นล่างไม่เรียบ เดินแล้วยวบทำให้ลิ้นหักง่าย
- ล็อคหลุด เพราะเข้าลิ้นไม่แน่นสนิทตั้งแต่ขั้นตอนติดตั้ง
วิธีป้องกัน
- เลือกพื้น SPC แผ่นหนาขึ้น (ความหนารวมไม่ควรน้อยกว่า 6 มม.)
- เลือกพื้น SPC เกรด Virgin
- ปรับพื้นล่างให้เรียบสนิทตามมาตรฐาน (1 เมตรต่างระดับไม่เกิน 2 มม.) ปูพื้นแล้วเวลาเดินต้องไม่รู้สึกว่าพื้นยวบ
- ดูแลช่างปูพื้นให้ล็อกแผ่นให้สนิท
วิธีแก้ไข
- เรียกช่างชำนาญงานมาตรวจหาสาเหตุ
- รีบแก้ไขตามอาการ
สาเหตุที่ทำให้พื้น SPC สีซีดจาง
- พื้นโดนรังสียูวีเป็นประจำ
- ชั้นเคลือบผิวกันยูวีถูกทำลาย
วิธีป้องกัน
- ไม่ปูพื้น SPC บริเวณที่โดนแดดจัดเป็นประจำ
- ห้องที่โดนแดดจัดหรือแสงยูวี ควรติดม่านทึบชนิดกันแสง หรือติดฟิล์มกระจกชนิดป้องกันแสงยูวี
- ไม่ถูพื้นด้วยเครื่องขัดพื้นความเร็วรอบสูง
- ไม่ใช้น้ำยาที่เป็นกรดหรือด่างมีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรงถูพื้น
สาเหตุที่ทำให้พื้น SPC เกิดรอยด่าง
- มีคราบน้ำหรือความชื้นค้างบนผิวพื้นเป็นเวลานานโดยไม่ได้เช็ดออก
- พื้นโดนกรด หรือกาแฟ หกรดบนพื้นเป็นเวลานาน
- ใช้น้ำยาที่เป็นกรดหรือด่างเช็ดถูพื้น
วิธีป้องกัน
- ถ้ามีคราบน้ำหรือความชื้นทุกชนิดบนผิวพื้น ให้รีบเช็ดออก
- ใช้น้ำยาถูพื้น น้ำยาดันฝุ่น หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ที่เป็นกลาง หรือผลิตมาเพื่อใช้กับพื้น SPC โดยเฉพาะ
ผิวของพื้น SPC
เป็นวัสดุไวนิล เคลือบผิวด้วยสารป้องกันการซึมลึก ไม่จับคราบ หรือจับคราบแล้วสามารถเช็ดถูออกง่าย
ปัญหา
คราบฝังแน่นไม่ได้เกิดเพราะคราบเหนียวจนเช็ดถูไม่ออก แต่เกิดจากการเลือกพื้น SPC ที่ "ผิวสาก" เกินไป ผิวเป็นร่องแคบและลึก ทำให้คราบที่ฝังอยู่ในร่องเช็ดถูไม่ออก
วิธีป้องกัน
- หลีกเลี่ยงพื้น SPC ชนิดผิวสาก เช็ดทำความสะอาดยาก
- เลือกพื้น SPC ชนิดผิวเนียน (แต่ไม่ลื่น) ร่องกว้าง ตื้น เช็ดทำความสะอาดง่าย
- พื้นเปียก หกเลอะเทอะ รีบทำความสะอาดทันที ช่วยป้องกันการเกิดคราบฝังแน่นดีขึ้น
สาเหตุที่ทำให้พื้น SPC ขึ้นสันหรือปูดตรงรอยต่อ (peaking)
- พื้นโดนความร้อนสูงผิดปกติ
- ปูพื้นชิดผนัง ไม่มีช่องว่างให้ขยายตัว
- พื้น SPC โดนกัดกร่อนจากน้ำอัลคาไลน์ (น้ำปูน)
- ใช้พื้นรีไซเคิล (ยืดหดตัวสูงกว่าปกติ)
วิธีป้องกัน
- ไม่ปูพื้นบริเวณโดดแดดจัดประจำ
- ปูพื้นเว้นช่องห่างผนังตามมาตรฐาน 5-10 มม.
- ห้ามอัดแดปหรือกาวตะปูอุดช่องว่างที่เว้นไว้
- ไม่ปูพื้น SPC บนพื้นคอนกรีตชื้น
- พื้น SPC ชั้นล่าง ต้องปูพลาสติกกันความชื้นที่หนาพอ
- ไม่ใช้พื้นรีไซเคิล
- ถ้าใช้พื้นรีไซเคิล ให้เว้นช่องจากผนังเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า (10-15 มม.)
วิธีแก้ไข
- เรียกช่างชำนาญงานมาหาสาเหตุ
- รีบแก้ไขตามอาการ
สาเหตุที่พื้น SPC เป็นรอย
- ใช้งานหนักเกินไป เช่น ย้ายเฟอร์นิเจอร์บ่อย ใช้เก้าอี้ล้อเลื่อน ใช้รถเข็น รองเท้าส้นสูง เป็นต้น
- เคลือบผิวกันรอยขีดข่วนบางเกินไป
วิธีป้องกันการเกิดรอย
- เลือกพื้น SPC ชนิดเคลือบหนาขึ้น ควรเลือกใช้ชนิดเคลือบหนา 0.5 มม. ซึ่งเป็นผิวเคลือบเกรดสำนักงาน แทนพื้นเคลือบบาง 0.3 มม.
- เฟอร์นิเจอร์หนักควรใช้ผ้ารองก่อนเคลื่อนย้าย
- โต๊ะเก้าอี้ ควรรองด้วยแผ่นรอง (Chair mat)
- เก้าอี้และรถเข็น ควรใช้ชนิดล้อนุ่ม
ควรเช็ดทำความสะอาดทันทีที่พบ เพื่อไม่ให้ของเหลวไหลซึมเข้าไปตามรอยต่อของแผ่นพื้น ขั้นตอนที่แนะนำคือ
- ซับของเหลวออกด้วยผ้าหรือกระดาษให้แห้งที่สุดก่อน
- เช็ดทำความสะอาดด้วยน้ำยาทำความสะอาดพื้นชนิดอ่อนโยนหรือน้ำยาที่ออกแบบมาสำหรับขจัดกลิ่นสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ (enzyme cleaner) เพื่อสลายกลิ่นที่ต้นเหตุ
- หลีกเลี่ยงน้ำยาที่มีฤทธิ์กัดกร่อนแรงหรือมีส่วนผสมของแอมโมเนีย เพราะอาจทำให้สัตว์เลี้ยงกลับมาฉี่ซ้ำจุดเดิมและอาจทำลายผิวเคลือบพื้นได้
พื้น Averbest คุณภาพไม่แตกต่างจากพื้น SPC แบรนด์พรีเมียมทั่วไป เรื่องทนปลวก ทนน้ำ และเป็นวัสดุ Virgin
แต่ Averbest เติมความพิเศษเพื่อช่วยแก้ปัญหาและข้อกังวลใจให้คุณ
- หากคุณกังวลเรื่องตำหนิจากตาไม้และรอยผุ พื้น Averbest เป็นพื้นลายไม้คัดเกรด ไม่มีตาไม้ใหญ่ ไม่มีรอยผุ
- หากคุณกังวลเรื่องผิวสากเกินไป ทำความสะอาดยาก พื้น Averbest ผิวเนียนสบายเท้า ไม่ลื่น ทำความสะอาดง่าย ไม่สะสมฝุ่น ไม่จับคราบฝังแน่น
- หากคุณกังวลเรื่องพื้นบาง เดินไม่แน่น พื้น Averbest กับความหนา 6.5 มม.รวมโฟม พื้นเดินแน่น ให้ความรู้สึกมั่นคงแตกต่างจากพื้นบางอย่างชัดเจน
- หากคุณกังวลเรื่องรอยขีดข่วน พื้น Averbest เคลือบผิวหนา 0.5 มม. ทนรอยขีดข่วน 2 เท่า ทนเก้าอี้ล้อเลื่อนและทนล้อรถเข็นผู้สูงอายุได้ยาวนานกว่า
- หากคุณกังวลเรื่องสารระเหยอันตราย พื้น Averbest วัสดุ Virgin ทกแผ่น ปลอดสารปนเปื้อน สารฟอร์มัลดิไฮด์ และไม่ปล่อยสารระเหย (VOCs) อันตราย มาตรฐาน CE และ FloorScore
รายละเอียดดูเพิ่มเติมที่ มาตรฐานพื้นลายไม้คัดเกรด
พื้น SPC ของ Averbest มี 2 แบบ คือ
- แผ่นยาวปูตรง (Long Plank)
- ลายก้างปลา (Herrinbone หรือ Fish Bone)
มีจำหน่าย 3 รุ่น คือ
- รุ่น X'TRA ความหนารวม 6.5 มม. รุ่นยอดนิยมและคุ้มราคา
- รุ่น LUX ลายก้างปลา ความหนารวม 6.5 มม. รุ่นอัปเกรดความหรู
- รุ่น PLUS ความหนารวม 5.5 มม. รุ่นประหยัดงบ สั่งผลิตพิเศษ
พื้น Averbest ทั้ง 2 แบบ 3 รุ่น มีเอกลักษณ์ที่ลายไม้สวยคัดเกรด ไม่มีตาไม้ใหญ่ และเคลือบหนา 0.5 มม. ทนรอยขีดข่วน 2 เท่า
พื้น SPC รุ่นหนา 6.5 มม. รวมโฟม
โดดเด่นในเรื่องพื้นเดินแน่น มั่นคง ใกล้เคียงพื้นไม้จริงแผ่นหนามากที่สุด เดินเท้าเปล่าเปรียบเทียบกับพื้นที่บางกว่าจะรู้สึกถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน
พื้น SPC รุ่นหนา 5.5 มม. รวมโฟม
รุ่นเล็กที่่เคลือบผิว 0.5 มม. ทนรอยขีดข่วน 2 เท่าเหมือนรุ่นใหญ่ แต่เพราะความหนาต่างกันถึง 16% จึงอาจรู้สึกได้ว่าพื้นไม่แน่นเท่า
จ่ายเพิ่มเพียง 10% แต่ได้ความหนาความแน่นที่มั่นใจ เลือกความหนา 6.5 มม. ถ้าคุณไม่อยากพลาด
WL หรือ Wear Layer คือ ชั้นเคลือบผิวป้องกันรอยขีดข่วน มาตรฐานสินค้าทั่วไปเคลือบบางเพียง 0.3 มม.
แต่การใช้งานจริง ถ้าบ้านคุณมีเก้าอี้ล้อเลื่อน หรือมีสมาชิกเยอะ หรือมีรถเข็นผู้สูงอายุ หรือนำไปใช้ปูพื้นสำนักงาน เคลือบผิวบางเพียงเท่านี้เกิดริ้วรอยขีดข่วนยับเยินแน่ไม่เกิน 3-5 ปี
Averbest คำนึงถึงความสวยทน ไร้ริ้วรอยขีดข่วนนานปี จึงเพิ่มความหนาผิวเคลือบจาก 0.3 เป็น 0.5 มม. ให้ผลทดสอบ (Abrasion Taber Test) ว่าทนรอยขีดข่วนได้นานกว่าเกิน 2 เท่า
พื้นไม้จริงจากโรงไม้พรีเมียม เขาคัดและแบ่งไม้เป็นเกรดต่าง ๆ คือ
- เกรด A (พรีเมียม): ลายไม้เนียนสวย ไม่มีตาไม้ใหญ่ (ถ้ามี ตาต้องเล็กไม่เกิน 5 มม.) ไม่มีเส้นดำ ไม่มีไส้ไม้ และไม่มีรอยผุ เกรดปูพื้นบ้าน หรือทำเฟอร์นิเจอร์พรีเมียม
- เกรด B (เกรดงานทั่วไป): ลายไม้เนียนสวย แต่มีตำหนิธรรมชาติบ้าง เช่น มีตาไม้บางจุด มีไส้ไม้หรือมีเส้นดำเล็กน้อย แต่เนื้อไม้แข็งแรงไม่ผุ ใช้ปูพื้นบ้าน หรือทำเฟอร์นิเจอร์เกรดรองลงมา
- เกรด C (เกรดก่อสร้าง/งานแพ็กเกจจิ้ง): ไม้มีตำหนิชัดเจน มีตาไม้ใหญ่ มีรอยแตกร้าว มีรอยผุ หรือมีกระพี้ไม้ปนอยู่เยอะ ใช้ทำพาเลทวางสินค้า โครงโซฟา หรือลังไม้
- เกรดผสม (เช่น เกรด AB หรือ BC): เป็นไม้เกรด A หรือ B เพียงด้านเดียว อีกด้านเป็นไม้เกรด C ช่วยลดต้นทุนได้มาก ใช้ทำพื้นไม้และเฟอร์นิเจอร์ได้โดยโชว์์ผิวด้านที่สวย
พื้นลายไม้ Averbest ตัดความกังวลให้คุณ จึงคัดเลือกลายไม้ที่เป็นเกรด A เท่านั้น คือ ลายไม้สวย ไม่มีตาไม้ ไม่มีตำหนิ ไม่มีรอยผุ ปูแล้วทำให้บ้านหรูและสวยนาน เรียกว่า พื้นลายไม้คัดเกรด
พื้น SPC ของ Averbest ใช้วัสดุ Virgin 100% ไม่ผสมวัสดุรีไซเคิลเลยแม้แต่น้อย
- แกน SPC สีขาว สะอาด ดูใหม่ ไม่ใช่แกนเขียว เทา หรือเข้ม
- แผ่นแข็ง เนื้อไม่อ่อน ดัดโค้งตามแนวยาวได้เพียงเล็กน้อย ต่างจากพื้นรีไซเคิลที่ผสมพลาสติกใช้แล้วจำนวนมากจนแผ่นอ่อนกว่าปกติ ดัดโค้งง่าย บางทีดัดจนเป็นครึ่งวงกลมได้เลย
- ลิ้นพื้นไม่แตกง่าย เห็นชัดตั้งแต่ตอนติดตั้ง
- ใช้งานไม่มีปัญหาพื้นบิด เพราะวัสดุมีความเสถียรสูง
คือลายนูนพิเศษบนผิวไม้ แบบเดียวกับผิวไม้จากโรงงานผลิตไม้หรูแถบสแกนดิเนเวีย
ผิวไม่ลื่น สัมผัสเนียนเท้า ทำความสะอาดง่าย ไม่มีร่องลึกแคบที่สะสมฝุ่น ไม่จับคราบฝังแน่นที่เช็ดไม่ออก
Averbest รับประกันสินค้าพื้น SPC 10 ปี และรับประกันงานติดตั้ง 1 ปี ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด โดยไม่ต้องลงทะเบียน
พื้นลายไม้ Averbest เป็นสินค้าพรีเมียม อายุใช้งาน 15-25 ปีขึ้นไป แต่อายุใช้งานจะลดลงมากหากใช้โฟมรองไม่เหมาะสมกัน คือ
- โฟมรอง ixpe อายุใช้งานเกิน 10 ปี
- โฟมรอง eva อายุใช้งาน 3-5 ปี
หากไม่มีโฟมรองในตัว เจ้าของบ้านและช่างติดตั้งคงเลือกใช้โฟม eva เพราะหาซื้อง่ายและราคาถูก แต่ส่งผลเสียทำให้อายุใช้งานลดลงมาก Averbest จึงเพิ่มโฟมรอง ixpe คุณภาพดีมาให้พร้อมใช้งาน เพื่อความมั่นใจอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า
หลายท่านที่ต้องการสินค้าราคาถูก มักคิดว่า Averbest ราคาแพง เพราะนำไปเปรียบเทียบกับสินค้าคนละเกรด และคนละสเปก
แต่คุณรู้หรือไม่ว่า พื้นลายไม้ Averbest
- ใช้วัสดุ Virgin ต้นทุนพีวีซีใหม่สูงกว่าพลาสติกรีไซเคิล 10-12 เท่า
- ความหนา 6.5 มม. หนากว่าพื้น SPC 4 มม. 1.55 เท่า
- เคลือบผิวกันรอย 0.5 มม. เคลือบหนากว่าพื้น SPC ทั่วไป 1.66 เท่า
- ใช้โฟม ixpe ราคาสูงกว่าโฟม eva 1.3 เท่า ที่ความหนาเท่ากัน
- โฟมรองหนา 2 มม. หนากว่าโฟมรองทั่วไป 2 เท่า
ทำให้พื้นลายไม้ Averbest อยู่คนละระดับราคากับพื้น SPC ทั่วไป
พื้นรีไซเคิลราคาถูก แต่คุณภาพต่ำ ใช้งานไม่ทน ไม่คุ้มราคา ที่สำคัญ คือ มีสารฟอร์มัลดีไฮด์และสาร VOCs ที่เป็นอันตราย Averbest จึงจำหน่ายเฉพาะพื้นเกรด Virgin เท่านั้น เพื่อความคุ้มค่าและความปลอดภัยให้บ้านทุกหลัง โดย
- ผลิตจากโรงงานใหญ่ที่ผลิตเฉพาะสินค้าเกรด Virgin เพื่อความมั่นใจว่าจะไม่ผิดพลาดมีสินค้ารีไซเคิลหลุดปนมา ทั้งเจตนาและไม่เจตนา
- จำหน่ายเฉพาะสินค้าเกรด Virgin เพื่อให้เจ้าของบ้านมั่นใจว่าไม่ว่าจะเลือกสินค้ารุ่นไหนของ Averbest ก็มีแต่สินค้า Virgin แท้เท่านั้น
Averbest SPC มีมาตรฐาน 2 กลุ่ม คือ มาตรฐานสินค้า และมาตรฐานโรงงานผลิต
มาตรฐานสินค้า
- CE (มาตรฐานยุโรป)
- FloorScore (มาตรฐานอเมริกา)
- Greenguardgold (มาตรฐานอเมริกา)
มาตรฐานโรงงานผลิต
- ISO9001
- ISO14001
ประเทศไทยไม่มีมาตรฐานหรือ มอก.ควบคุมสินค้าประเภทพื้นลายไม้ Averbest จึงขอมาตรฐานสากล และแสดงเครื่องหมายรับรองไว้บนกล่องบรรจุภัณฑ์